เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจ :

เศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมน้ำมันเป็นแหล่งสำคัญที่สุดในการทำรายได้ให้อินโดนีเซีย นับแต่ยุคหลังได้รับเอกราชตลอดมา ซึ่งรัฐบาลอินโดนีเซียได้นำรายได้มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการขนส่งและการคมนาคมสร้างฐานอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูง มุ่งหวังสร้างความแข็งแกร่งให้กับการอุตสาหกรรมของประเทศ ดังนั้น เมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันในตลาดโลกในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2523 – 2527 ซึ่งราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของอินโดนีเซีย รัฐบาลจึงหันมาส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการผลิต เพื่อลดการพึ่งพา รายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ แร่โลหะที่มีค่า สินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งพัฒนาภาคเกษตรกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิต ทำให้อินโดนีเซียมีข้าวเพียงพอสำหรับเลี้ยงตนเองได้โดยไม่ต้องนำเข้าอีกต่อไป ยกเว้นบางปีที่ผลผลิตข้าวไม่ดี ขณะเดียวกันรายได้จากการ ส่งออกสินค้าอื่น ๆ ที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติก็เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะสินค้า อุตสาหกรรมได้กลายเป็นสินค้าออกที่สำคัญในปัจจุบัน โดยคิดเป็นร้อยละ 75 ของสินค้าออก ทั้งหมด

สกุลเงิน :

 รูเปียห์ (Rupiah : IDR) อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ (ซื้อ) 2.87 บาท / 1,000 รูเปียห์ (ขาย) 3.32 บาท / 1,000 รูเปียห์ (มกราคม 2552)

intro_indo_money asean11

สถานที่ท่องเที่ยว

ถ้ำช้างหรือกัวคชา (Goa Gajah)
ที่ปากถ้ำเป็นหินสลักรูปหน้ายักษ์อ้าปากกว้าง ข้างในมีรูปพระคเณศวร์และลึงค์สามแท่ง แทนเทพสามองค์คือ ศิวะ นารายณ์ และวิษณุ

GoaGajah

เทมปักเซริง (Tempaksering)

มีสถานที่ศักดิ์สิท์และมีความสำคัญอยู่สองแห่งคือ วัดเตียร์ตาอัมปึล (Tirta Empul) และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ใสสะอาดที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน คนบาหลีเชื่อว่าถ้าได้มาอาบน้ำที่นี่จะเป็นสิริมงคลและขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปจากร่าง

Tempaksering

กุหนุงกาวี (Gunung Gawi)

ที่ฝังพระศพโบราณตั้งแต่ 8-900 ปีก่อน เลยไปทางตะวันออก จะมุ่งสู่เบซากี (Besakih)ซึ่งเป็นวัดที่มีความสำคัญที่สุด และถือว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเหนือวัดทั้งปวง วัดเบซากี มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล ประกอบด้วยวัดใหญ่น้อยรวมอยู่ด้วยกันถึง 22 วัด ถ้าขึ้นเหนือไปยังภูเขาบาตู จะได้ชมวิวสวยของภูเขาและทะเลสาบที่คินตามนี หากลงทางใต้ปลายสุดติ่งใกล้นูซาดูอา มีวัดอูลูวาตู อยู่ริมผาซึ่งมีความสวยงามมากในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ใกล้ตกดิน เช่นเดียวกับวัดทานาลอต ซึ่งจะพิเศษสุดเวลาน้ำขึ้นท่วมทราย ตัดให้ก้อนหินใหญ่ที่ตั้งวัดกลายเป็นเกาะเล็กๆริมทะเล เป็นต้น

purabesakih

คินตะมะนี (Kintamani)

เป็นอำเภอบนภูเขา ซึ่งได้ชื่อมาจากเมืองโบราณ คินตะมะนีอยู่ที่ความสูง 1,500 เมตร มีภูเขาไฟบะตูร์ที่ยังคงมีร่องรอยของการระเบิดในอดีต ภูเขาไฟลูกนี้เป็นภูเขาไฟที่ยังคงมีชีวิต การปะทุของภูเขาไฟลูกนี้ครั้งล่าสุดเมื่อปี 1994 แต่การปะทุครั้งใหญ่เกิดขึ้นครั้งสุดท้ายในปี 1926 และมีหมู่บ้านที่สวยงามบนปากปล่องภูเขาไฟ และมีทะเลสาบที่งดงามดูเป็นสีฟ้าใสราวกับแก้ว แต่บางครั้งกลับดูเป็นสีเงินเหมือนฉาบปรอท จัดเป็นจุดชมวิวที่สวยงามแห่งหนึ่งของบาหลี

kintamani

เทมภัคสิริงค์ ( Tampaksiring )

มีตีรตะเอมปลูน้ำพุศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะในหมู่ชาวบาหลี ผู้คนเชื่อกันว่าน้ำพุนี้มีคุณสมบัติในการรักษาโรคต่างๆ ทุกปีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศจะเดินทางมาที่นี่เพื่อชำระล้างมลทินในบ่อน้ำ บริสุทธิ์ ก่อนอาบน้ำจะทำการบูชาขอบคุณเทพเจ้าแห่งน้ำพุ ที่แท่นบูชาและกรุณาจำไว้ว่าห้ามถ่ายรูปชาวบาหลีขณะอาบน้ำถือเป็นเรื่องที่ หยาบคายมากๆ ทุกวันพระจันทร์เต็มดวงในเดือนตุลาคม ชาวบ้านจากหมู่บ้านมุนะคะยา จะเดินทางมาที่นี่พร้อมกับหินศักดิ์สิทธิ์จากวัดปุราซะเกนัน เพื่อประกอบพิธีชำระล้างหิน

Tampaksiring_1

อุรุดานู บราตาน (Ulun Danu Bratan Temple)

วัดแห่งนี้ถูกตั้งชื่อตามที่ตั้งคือทะเลสาปเบราตาน หมู่บ้านเบดูกัล (Bedugul) วัดอุรุดานู เบราตาน ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่ พระเจ้า เดวิ ดานู (Dewi Danu) เทพเจ้าแห่งสายน้ำตามความเชื่อทางศาสนาอินดู  ตัววัดถูกสร้างอยู่บนพื้นที่ผืนเล็กๆ ที่รายรอบไปด้วยแม่น้ำ

เบดูกัลตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 1,300 เมตร จากระดับน้ำทะเลเป็นแหล่งที่พักตากอากาศ มีทะเลสาบที่สงบเงียบและถูกปกคลุมด้วยม่านหมอก เป็นทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟกุนุงบราตัน เป็นแหล่งน้ำที่มีความสำคัญสำหรับไร่นาในแถบนี้ จึงมีพิธีบูชาเดวีดะเนา มีสนามกอล์ฟ 18 หลุม ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

bedugul

วัดปุราตะนาห์ลอต (Pura Tanah Lot)

วัดแห่งนี้เป็นศาสนสถานที่สำคัญอย่างมากของชาวบาหลี เป็นหนึ่งในเจ็ดของวัดที่ถูกก่อตั้งขึ้นในยุค ศตวรรษที่ 16 โดยนักบวชฮินดู ชื่อ นาราธาร์ (Nirartha) ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นการบูชาเทพเจ้าแห่งท้องทะเล  วัดปุราตะนาห์ลอต ตั้งอยู่บนโขดหินใหญ่นอกฝั่งยื่นล้ำสู่ทะเลมองเห็นเป็นเงาสีดำ สวยที่สุดยามพระอาทิตย์ตกดิน ตะนาห์ลอต แปลว่า ผืนดินในท้องทะเล

bali-pura-tanah-lot2

ทุ่งนาขั้นบันได

แม้ธุรกิจท่องเที่ยวจะเป็นรายได้หลักของชาวบาหลี  แต่ประชากรอีกจำนวนมากยังคงประกอบอาชีพทำการเกษตร ทำนา และด้วยลักษณะภูมิประเทศ ทำให้ลักษณะของพื้นนาเป็นการปลูกแบบขั้นบันได  เกิดเป็นทัศนียภาพที่แสนงดงาม เขียวชะอุ่มไล่เรียงไปตามไหล่เขา  อีกทั้งยังมีไร่กาแฟ ที่ขึ้นชื่อ และเป็นที่น่าสนใจสำหรับเหล่านักท่องเที่ยวอีกด้วย

bali-field

การค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย

ภาวะการค้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย

                การค้ารวม                       

ปี 2550  มูลค่าการค้ารวม 304,520.8 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 18.0   โดยไทยเกินดุลการค้า 27,420.4 ล้านบาท

ปี 2551  มูลค่าการค้ารวม 388,288.9 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.5จากปี 2550   โดยไทยเกินดุลการค้า  27,746.1 ล้านบาท

ปี 2552  มูลค่าการค้ารวม 289,824.9 ล้านบาท  ลดลงร้อยละ 25.4 จากช่วงเดียวกันในปี 2551 ไทยเกินดุลการค้า 28,010.9 ล้านบาท

ปี 2553(ม.ค.-มี.ค.)  มูลค่าการค้ารวม 107,091.8 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นร้อยละ 96.85 จากช่วงเดียวกันในปี 2552 ไทยเกินดุลการค้า 18,776.4 ล้านบาท

 

                การส่งออก

                    ปี 2550  มูลค่าการส่งออกรวม 165,970.6 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 31.5

ปี 2551  มูลค่าการส่งออกรวม  208,017.5  ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 25.3

ปี 2552  มูลค่าการส่งออกรวม 158,917.9 ล้านบาท  ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน  ร้อยละ 23.6

ปี 2553(ม.ค.-มี.ค.)  มูลค่าการส่งออกรวม 62,934.1 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน  ร้อยละ 113.09

สินค้าที่สำคัญ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, น้ำตาลทราย, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง, เคมีภัณฑ์ และเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ

 

                การนำเข้า 

                    ปี 2550  มูลค่าการนำเข้ารวม 138,550.2 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 5.0

ปี 2551  มูลค่าการนำเข้ารวม  180,271.4  ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 30.1

ปี 2552  มูลค่าการนำเข้ารวม 130,907.0 ล้านบาท  ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน  ร้อยละ 27.4

ปี 2553(ม.ค.-มี.ค.) มูลค่าการนำเข้ารวม 44,157.7 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน  ร้อยละ 77.57

สินค้าที่สำคัญ ได้แก่  น้ำมันดิบ, สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์, ถ่านหิน, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ  และเคมีภัณฑ์

ภาวะการลงทุน

มูลค่าการลงทุนของไทยในปี 2546 การลงทุนจัดอยู่ในอันดับที่ 7 ของการลงทุนจากทั่วโลกมายังอินโดนีเซีย คือ ประมาณ 51 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

1. ในกลุ่มประเทศภูมิภาคเอเซีย มูลค่าการลงทุนของไทยเป็นอันดับรองจาก ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย และสิงคโปร์

2. ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านการลงทุนกับอินโดนีเซียมากว่า 30 ปี จนถึงปัจจุบันมูลค่าการลงทุนของไทยในอินโดนีเซีย มีมูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

3. บริษัทไทยขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย ได้แก่

1. Mining

Banpu Bublic Co., Ltd บริษัทเหมืองบ้านปู: ทำเหมืองถ่านหิน

1.1 PT. Nusantara Thai Mining Services

1.2 PT. Trubaindo Coal Mining

1.3 PT. Indominco Mandiri

2. Manufacturer

2.1  Building materials

2.1.1. PT. Surya Siam Keramik: Ceramic Tiles

2.1.2. PT. Siam Indo Gypsum Industry: Gypsum

2.1.3. PT. Siam Indo Concrete Products: Concrete

2.2 Food

2.2.1. Charoen Pokphand Group Indonesia: Chicken product, animal feed meal

2.2.2. PT. Jui Fa Manufacturing Co., Ltd.: Canned fish

2.3 Petrochemical & Chemical products

2.3.1. PT. TPC Indo Plastic and Chemicals: PVC

2.3.2. PT. Trans Pacific Petrochemical Indotama

2.4  Textile & Garment

2.4.1. PT. Winnersumbiri Knitting Factory

2.4.2. PT. Mingala Garment

2.4.3. PT. Sumber Bingtang Rejeki

3. Trading: Import-Export

3.1. SCT Co., Ltd.: various products-coal, tapioca starch, glass wool, part board etc.

3.2. PT. M-150 Indonesia: Energy drink

3.3. PT.  Kemio Jajucitra/PT. Kemici Indonesia: Chemical product

3.4. PT. Indonesia Thai Summit Auto Company: Motopcycle parts

3.5. Thai Martin Group: Garment

4. Banking: Bangkok Bank Public Co.,Ltd., Jakarta Branch

5. Franchising: Black Canyon Coffee

การส่งเสริมการลงทุนของอินโดนีเซีย

1. รัฐบาลอินโดนีเซียมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศผลักดันให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

2. ปัจจุบันรัฐบาลอินโดนีเซียอยู่ระหว่างการดำเนินการปฏิรูปกฎหมาย/กฎระเบียบเกี่ยวกับการลงทุนทั้งหมด (Investment package reform) โดยเฉพาะกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน โดยเริ่มจากการปรับปรุงกฎระเบียบเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานการลงทุน (Infra-structure) และกฎหมายแรงงาน

3. หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการส่งเสริมการลงทุน คือ คณะกรรมการประสานการลงทุน Investment Coordinating Board หรือเรียกกันว่า BKPM ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่ทำหน้าที่เช่นเดียวกับ BOI ของไทย

โปรแกรมการส่งเสริมการลงทุน (Investment Incentives) ของ BKPM ได้แก่

- การลดหย่อนอากรขาเข้า

- การอำนวยความสะดวกด้านภาษี

- การคืนอากร/การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการผลิตเพื่อการส่งออก

- การให้สิทธิพิเศษแก่อุตสาหกรรมใน Bonded Zone

- การให้สิทธิพิเศษแก่อุตสาหกรรมใน Integrated Economic Development Zones

4. การดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลอินโดนีเซียในปัจจุบันมีเป็นลักษณะเชิงรุก โดยมีการล็อบบี้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ให้เข้ามาลงทุนในอินโดนีเซีย

ข้อได้เปรียบในการลงทุนในอินโดนีเซีย

1. รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และอยู่ระหว่างการปฏิรูปกฎระเบียบการลงทุนเพื่อให้เอื้อต่อนักลงทุนจากต่างประเทศ

2. เป็นประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ เช่น น้ำมัน เหมืองแร่ เช่น ถ่านหิน นิเกิล ป่าไม้ ประมง เป็นต้น

3. มีจำนวนแรงงานมาก

4. เป็นตลาดขนาดใหญ่ เนื่องจากมีจำนวนประชากรมาก (ประมาณ 230 ล้านคน) ค่าจ้างแรงงานต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนหลายประเทศ

วัฒนธรรม

ขนบธรรมเนียมประเพณี :
โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรม  ประชากรอินโดนีเซียประกอบด้วย หลายเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ แต่ละเผ่าพันธุ์ต่างก็มีมรดกทางวัฒนธรรม และลักษณะทางสังคมของตนสืบทอดกันมา ชนเหล่านี้เมื่อถูกรวมกันเข้าภายใต้ระบบการเมือง เศรษฐกิจและการป้องกันประเทศร่วมกัน
จากการที่สภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศอินโดนีเซีย มีลักษณะแยกกันเป็นหมู่เกาะมากมาย และมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ประชากรติดต่อกันได้ยาก ทำให้แต่ละภูมิภาคมีรูปแบบวัฒนธรรมของตนเอง จึงปรากฎลักษณะวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และภาษาที่ใช้ผิดแผก แตกต่างกันไป
ขนบธรรมเนียมประเพณี  ประชากรกลุ่มต่าง ๆ ของอินโดนีเซีย มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตแตกต่างกันไป ในแต่ละกลุ่มชน ชาวชนบทที่อาศัยอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง ยังยึดมั่นอยู่กับประเพณีเดิมอยู่มาก ส่วนกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในตัวเมือง และได้รับการศึกษาแบบตะวันตก จะมีวิถีชีวิตแตกต่างกันออกไป การแบ่งกลุ่มชนตามขนบธรรมเนียมประเพณี และพื้นที่ตั้ง สามารถแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ
- กลุ่มแรก  เป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในเกาะชวา และบาหลี ผู้คนที่อยู่ในแถบนี้จะยึดมั่นอยู่ในแนวทางของศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ มีวัฒนธรรมเน้นหนักในเรื่องคุณค่าของจิตใจ และสังคม ก่อให้เกิดการพัฒนาศิลปอย่างมากมาย โดยเฉพาะนาฎศิลป์ และดุริยางคศิลป์ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ประชากรจะประพฤติตามหลักจริยธรรม มีการเคารพต่อบุคคลตามฐานะของบุคคลนั้น ๆ
- กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ตามบริเวณริมฝั่งทะเลของเกาะต่าง ๆ ดำเนินชีวิตอยู่ได้ด้วยการประกอบการค้าขาย มีชีวิตทางวัฒนธรรมตามหลักของศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด และเป็นนักธุรกิจของสังคมอินโดนีเซียยุคใหม่ และได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีความรู้ทางศาสนา และกฎหมาย
- กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มที่มีความล้าหลังมาก อาศัยอยู่ตามบริเวณเทือกเขาในส่วนลึกของประเทศ ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยการล่าสัตว์ และการเพาะปลูก รัฐบาลอินโดนีเซียได้เข้าไปปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของชนกลุ่มนี้แล้ว     ในประเทศอินโดนีเซีย มีการกำหนดกฎหมายประเพณีในสังคม ตามความเชื่อในศาสนาซึ่งจะต้องปฎิบัติอย่างเคร่งครัด และสืบทอดกันมานานแล้ว มีสาระที่สำคัญคือ ความผูกพันระหว่างสามีกับภรรยา พ่อแม่กับลูก และพลเมืองต่อสังคมที่ตนอยู่ โดยยึดหลักการปฎิบัติที่เรียกเป็นภาษาอินโดนีเซียว่า โกตองโรยอง คือการช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกันในงานต่าง ๆ เช่น การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การแต่งงาน การสร้างบ้านที่อยู่อาศัย การใช้ที่ดินร่วมกัน ภายใต้ข้อตกลงและข้อแม้พิเศษ

การแต่งกาย  เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม การแต่งกายจึงโน้มน้าวไปตามประเพณีของศาสนา
- ผู้ชาย จะนุ่งโสร่ง สวมเสื้อคอปิด แขนยาว สวมหมวกรูปกลม หรือหมวกหนีบ ทำด้วยสักหลาดสีดำ บางครั้งจะนุ่งโสร่งทับกางเกง ประมาณครึ่งตัว โดยปล่อยให้เห็นขากางเกง ในกรณีที่ต้องเข้าพิธี อาจจะมีการเหน็บกริชด้วย ปัจจุบันผู้ชายอินโดนีเซียส่วนใหญ่นิยม แต่งกายแบบสากล แต่ยังคงสวมหมวกแบบเดิม
- ผู้หญิง จะใช้ผ้าไคน์ พันรอบตัว และใช้นุ่งอยู่กับบ้านเท่านั้น ผ้าไคน์จะมีลวดลายสวยงามมาก เนื้อดีและราคาแพง ซึ่งเป็นที่นิยมเรียกกันอีกชื่อว่า ผ้าปาติค (Patik) เวลานุ่งจะต้องให้ยาวกรอมเท้า สวมเสื้อ เรียกว่า เคบาจา (Kebaja) เป็นเสื้อที่รัดติดกับตัว แขนยาว สำหรับผู้หญิงชาวเกาะสุมาตรา นิยมสวมเสื้อหลวม ลำตัวยาวเกือบถึงเข่า เรียกว่า บัตยูกรุง และใช้ผ้าห่มพาดไหล่ข้างหนึ่งด้วย ผู้หญิงอินโดนีเซียไว้ผมยาว แล้วเกล้าเป็นมวย และใช้เครื่องประดับ เช่น พลอย หรือดอกไม้ประดับศีรษะ รองเท้าที่ใช้เดิมเป็นรองเท้าแตะ แต่ปัจจุบันเป็นรองเท้ามีส้นและทาสี แกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ สายคาดทำด้วยหนังทาสีเงิน หรือสีทอง สตรีที่นับถือศาสนาอิสลามจะใช้ผ้าคลุมศีรษะ แต่ไม่ปิดหน้า ปัจจุบันนิยมแต่งกายแบบตะวันตกมากขึ้น การแต่งกายแบบดังกล่าว จะใช้ในโอกาสพิธีสำคัญ ๆ เท่านั้น

ศิลปะและวรรณคดี  ชาวอินเดียเป็นผู้รักศิลป และวรรณคดีมาช้านานแล้ว สังเกตได้จากลวดลายของเครื่องแต่งกาย บ้านที่พักอาศัย ศาสนสถาน และนาฎศิลป์ต่าง ๆ ศิลปในประเทศอินโดนีเซีย มิได้ยึดถือตามที่สืบทอดกันมาแต่ในอดีตเท่านั้น แต่มีหลายสิ่งหลายอย่างได้พัฒนาเปลี่ยนไปตามแต่ละยุค แต่ละสมัย ที่มีอิทธิพลต่อประเทศอินโดนีเซีย ในขณะนั้น
ศิลปกรรมการปั้น และการแกะสลัก  การทำงานแบบธรรมชาติ โดยใช้ฝีมืออย่างแท้จริง ประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ในรูปแบบแกะสลักไม้ แกะสลักวัตถุโลหะ เครื่องปั้นดินเผา และงานแกะสลักหินเป็นรูปต่าง ๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นศิลปกรรมฮินดู เพราะศาสนาพราหมณ์ฮินดู เคยเข้ามามีอิทธิพลในอินโดนีเซีย นักแกะสลักที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่เป็นชาวบาหลี
สถาปัตยกรรม  มีลักษณะแตกต่างกันไปตามสภาพของภูมิประเทศและอิทธิพลของศาสนา แต่ส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับประเทศต่าง ๆ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  อาคารบ้านเรือนของประชาชนโดยทั่ว ๆ ไปจะใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นเป็นอุปกรณ์ในการก่อสร้าง ส่วนเทวสถานบางแห่ง เช่น สถูปโบโรพุทโธ ซึ่งมีชื่อเสียงมากได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมของศาสนาฮินดู
นาฏศิลป์  มีรูปแบบแตกต่างกันไปเป็นสองลักษณะ เนื่องจากในอดีตอินโดนีเซียถูกฮอลันดาบีบบังคับให้แบ่งอาณาจักร Matanam ออกเป็นสองส่วนคืออาณาจักรสมาการ์ตา (Sumakarta) และอาณาจักรยอกยาการ์ตา (Yogyakarta) จึงทำให้นาฏศิลป์ชวามีรูปแบบแตกต่างกันออกไปดังกล่าว
- แบบสมาการ์ตา (Samakarta)  การแต่งกายจะใช้ผ้าแพรพาดบ่า ท่วงทำนองของวงมโหรีจะนุ่มนวลราบเรียบ มีเส้นแบ่งจังหวะน้อย
- แบบยอกยาการ์ตา (Yogyakarta) การแต่งกายจะใช้ผ้าแพรพันเอว ท่วงทำนองของวงมโหรีจะมีเสียงไม่นุ่มนวล เพราะมีเส้นแบ่งจังหวะมาก
ถึงแม้นาฏศิลป์ทั้งสองแบบจะแตกต่างกันไปบ้างก็ตาม แต่ก็สะท้อนปรัชญาของชวาจากท่าทาง การเคลื่อนไหวมือ – แขน แม้กระทั่งการแสดงออกทางสีหน้า เช่น ตัวละครที่แสดงเป็นธรรมะจะหลบตาลงต่ำเสมอ และจะร่ายรำด้วยลีลาอ่อนช้อย ผสมกลมกลืนอย่างสง่างาม แสดงถึงจิตใจอ่อนโยนบริสุทธิ์ ในทางตรงกันข้าม ตัวละครที่แสดงเป็นอธรรม หรือชั่วร้ายจะแสดง ลักษณะท่วงท่าวางอำนาจ กลอกตาแข็งกร้าว แสดงถึงจิตใจชั่วร้ายหยาบคาย
ดนตรี  ในสมัยโบราณ อินโดนีเซียมีวงดนตรีพื้นเมืองมีชื่อเสียงมากเรียกว่า ตมิลาน ประกอบด้วย เครื่องดนตรีคล้ายระนาด กลอง ฆ้อง ซอสองสาย และขลุ่ย ซึ่งนอกจากเป็นดนตรีประจำราชสำนักของสุลต่านต่าง ๆ บนเกาะชวาแล้ว ดนตรีดังกล่าวยังทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนาอิสลามด้วย แต่ปัจจุบันวงดนตรีตมิลานได้กลายเป็นวงดนตรีสำหรับการฟ้อนรำ การแสดงนาฏศิลป์ และการแสดงหนังตะลุง นอกจากนี้อินโดนีเซียยังมีวงดนตรีอังกะลุงด้วย
ศิลปะการแสดง  การมหรสพของอินโดนีเซียได้แก่ ละครและภาพยนตร์ เค้าโครงเรื่องของละครที่นำมาแสดงส่วนใหญ่คือเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นเทพนิยายในศาสนาฮินดู ตัวละครจะแต่งกายด้วยผ้าปาติก ไม่สวมเสื้อชั้นนอก ใช้สีทาตัวเป็นสีต่าง ๆ ประดับด้วยสร้อยสังวาลย์ นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังมีการละเล่นอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า วายัง หรือหนังตะลุง เป็นที่นิยมกันมาก เค้าโครงเรื่องส่วนใหญ่เป็นนิยายเกี่ยวกับเรื่องสงครามในศาสนาฮินดู
วรรณคดี  ในสมัยที่ศาสนาฮินดู และพุทธศาสนาได้เข้าไปเผยแพร่ในอินโดนีเซีย วรรณคดีของอินโดนีเซียมีความเจริญอย่างรวดเร็ว หนังสือที่มีชื่อเสียงในระยะนั้นได้แก่เรื่องเนการาเกอร์ตากามา ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ และอำนาจของอาณาจักรมัดยาปาหิต นอกจากนี้ยังมีหนังสือที่ได้รับความนิยมกันมากอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องปาราราตัน เป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกษัตริย์อินโดนีเซียในสมัยนั้น เขียนเป็นภาษาชวาโบราณ
ต่อมาเมื่อศาสนาอิสลามได้แพร่เข้าไปในอินโดนีเซีย ก็ได้มีผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับคำสอนของศาสนาอิสลาม และตำราหมอดูไว้หลายเล่ม โดยเขียนเป็นภาษาชวา

ประชากร

ประชากร :
อินโดนีเซียมีประชากรประมาณ 234 ล้านคน (พ.ศ. 2549) ประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ออสโตรนีเชียน และนับถือศาสนาอิสลาม ประเทศอินโดนีเซีย มีประชากรส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายมาเลย์ ประมาณร้อยละ ๙๕ ที่เหลือเป็นอินเดีย อาหรับ จีน และชาวยุโรป แต่ถ้าแบ่งตามหลักฐานชาติวงศ์วิทยาแล้ว ถือว่าชาวอินโดนีเซียมีต้นกำเนิดมาจาก 365 เชื้อชาติ รวมเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้สี่กลุ่มด้วยกันคือ
- เมสเลเนเซียน (Melanesians) เป็นเผ่าพันธุ์ที่ผสมกันระหว่างกลุ่มมองโกลลอยด์ กับวาจาด
- โปรโตออสโตรเนเซียน (Proto – Autronesians)
- โพลีเนเซียน (Polynesians)
- โมโครเนเซียน (Micronesians)
ประชากรที่มีเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ เหล่านี้ อาศัยอยู่ตามเกาะสุมาตรา เกาะชวาตะวันตก เกาะมาดูรา เกาะบาหลี เกาะลอมบก  เกาะตีมอร์ เกาะบอร์เนียว เกาะสุลาเวสี เกาะอีเรียนจายา และตามแนวชายแดนด้านตะวันตก
ลักษณะของชาวอินโดนีเซีย จะมีตาคม ผมดำ ผิวสีน้ำตาล กระดูกแก้มกว้าง ตาเล็ก จมูกใหญ่ มีความสูงประมาณ ๕ – ๖ ฟุต พอกับความสูงของคนไทยทั่วไป
ประชากรของอินโดนีเซีย มีมากเป็นอันดับห้าของโลก รองลงมาจาก จีน อินเดีย โซเวียตรัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ ประชากรส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ ๖๓ จะอยู่ทีเกาะชวา และเกาะมาดูรา

เชื้อชาติ
ชาวชวา 41.7% ชาวซุนดา 15.4% ชาวมาเลย์ 3.4% ชาวมาดูรีส 3.3% ชาวบาตัก 3% ชาวมินังกะเบา 2.7% ชาวเบตาวี 2.5% ชาวบูกิน 2.5% ชาวบันเทน 2.1% ชาวบันจารี 1.7% ชาวบาหลี 1.5% ชาวซาซะก์ 1.3% ชาวมากัสซาร์ 1% ชาวเชรีบอน 0.9% ชาวจีน 0.9% อื่นๆ 16.1%

ภาษา
ชาวอินโดนีเซียมีภาษาที่ใช้เป็นทางการมีรากฐานมาจากภาษามลายู เรียกว่า ภาษาบาฮาซาอินโดนิเซีย

ศาสนา
อินโดนีเซียมีศาสนาอิสลามเป็นศาสนา ประจำชาติ โดย ศาสนาอิสลาม 87% ศาสนาคริสต์ 9.5% ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 1.8% ศาสนาพุทธ 1.3%

การเมืองการปกครอง

การเมืองการปกครอง :
ประเทศอินโดนีเซียมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขและทำหน้าที่ปกครองประเทศ

การแบ่งเขตการปกครอง :
ปัจจุบันประเทศอินโดนีเซียแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 30 จังหวัด (provinces – propinsi-propinsi) 2 เขตพิเศษ (special regions – daerah-daerah istimewa) และ 1 เขตนครหลวงพิเศษ(special capital city district – daerah khusus ibukota) ได้แก่
เกาะสุมาตรา
จังหวัดอาเจะห์
จังหวัดสุมาตราเหนือ
จังหวัดสุมาตราใต้
จังหวัดสุมาตราตะวันตก
จังหวัดรีเยา
จังหวัดเกาะรีเยา
จังหวัดจัมบี
จังหวัดบังกา-เบลีตุง
จังหวัดเบงกูลู
จังหวัดลัมปุง
เกาะชวา
จาการ์ตา
จังหวัดชวากลาง
จังหวัดชวาตะวันออก
จังหวัดชวาตะวันตก
จังหวัดบันเตน
จังหวัดย็อกยาการ์ตา
หมู่เกาะซุนดาน้อย
จังหวัดบาหลี
จังหวัดนูซาเต็งการาตะวันออก
จังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก
เกาะบอร์เนียว
จังหวัดกาลีมันตันกลาง
จังหวัดกาลีมันตันใต้
จังหวัดกาลีมันตันตะวันออก
จังหวัดกาลีมันตันตะวันตก
เกาะซูลาเวซี
จังหวัดโกรอนตาโล
จังหวัดซูลาเวซีเหนือ
จังหวัดซูลาเวซีกลาง
จังหวัดซูลาเวซีใต้
จังหวัดซูลาเวซีตะวันออกเฉียงใต้
จังหวัดซูลาเวซีตะวันตก
หมู่เกาะโมลุกกะ
จังหวัดมาลุกุ
จังหวัดมาลุกุเหนือ
เกาะปาปัว
จังหวัดปาปัว
จังหวัดอีเรียนจายาตะวันตก

ลักษณะภูมิประเทศ-ลักษณะภูมิอากาศ


ที่ตั้ง
 อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตั้งอยู่บนเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทวีปเอเชียกับออสเตรเลีย ทำให้อินโดนีเซียสามารถควบคุมเส้นทางการติดต่อระหว่างมหาสมุทรทั้งสอง ผ่านช่องแคบที่สำคัญต่างๆ เช่น ช่องแคบมะละกา ช่องแคบซุนดา และช่องแคบล็อมบอก ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางมายังประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก

 

พื้นที่ 1,890,754 ตารางกิโลเมตร

ลักษณะภูมิประเทศ :

หมู่เกาะอินโดนีเซีย สามารถแบ่งตามลักษณะโครงสร้างได้สามส่วนคือ
- ส่วนที่ 1 พื้นที่บริเวณไหล่ทวีปซุนดา ได้แก่บริเวณเกาะชวา เกาะสุมาตรา และเกาะกาลิมันตัน กับร่องน้ำระหว่างเกาะต่าง ๆ เหล่านี้กับฝั่งทะเลของประเทศมาเลเซีย และอินโดจีน มีระดับน้ำลึกไม่เกิน 720 ฟุต
- ส่วนที่ 2  พื้นที่บริเวณไหล่ทวีปซาฮูลคือเกาะอีเรียนจายา และเกาะอารู มีอาณาเขตจากฝั่งทะเลออสเตรเลียทางเหนือ ระดับน้ำลึกไม่เกิน 700 ฟุต
- ส่วนที่ 3  บริเวณพื้นที่ระหว่างบริเวณไหล่ทวีปซุนดา และไหล่ทวีปซาฮูล ได้แก่ บริเวณหมู่เกาะนูซาแตงการา มาลูกู สุลาเวสี มีความลึกของระดับน้ำถึง 15,000 ฟุต

ภูเขา  ภูเขาที่สำคัญ ๆ มีอยู่ประมาณ 100 ลูก จากจำนวนประมาณ 400 ลูก ภูเขาที่สูงที่สุดตามเกาะต่าง ๆ มีดังนี้
- ภูเขาเกรินยี  อยู่บนเเกาะสุมาตรา สูง 12,460 ฟุต
- ภูเขาเซมารู  อยู่บนเกาะชวา สูง 12,040 ฟุต
- ภูเขาแรนโตคอมโบรา  อยู่บนเกาะสุลาเวสี สูง 11,300 ฟุต
- ภูเขาปุมจักชวา  อยู่บนเกาะอิเรียนจายา สูง 16,000 ฟุต

ที่ราบ  โดยทั่วไปมีพื้นที่ราบน้อย ส่วนใหญ่เป็นที่ราบบริเวณเชิงเขา และบริเวณชายฝั่งทะเล ชายฝั่งทะเลมักเป็นที่ราบต่ำ บริเวณทางทิศตะวันออกของเกาะสุมาตรา และทางตอนเหนือของเกาะชวา จะมีลักษณะเป็นที่ราบกว้างใหญ่คลุมไปถึงบริเวณริมฝั่งทะเล และนอกจากนี้ก็มีบริเวณชายฝั่งของเกาะกาลิมันตัน และเกาะอีเรียนจายา

แม่น้ำและทะเลสาบ  เนื่องจากหมู่เกาะอินโดนีเซีย อยู่ในเขตมรสุมจึงมีฝนตกชุกตลอดปี และพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา จึงทำให้เกิดแม่น้ำ และทะเลสาบอยู่บนเกาะต่าง ๆ มากมาย แม่น้ำและทะเลสาบที่สำคัญได้แก่
- บนเกาะสุมาตรา   มีแม่น้ำมุสิ แม่น้ำบาตังฮาริ และแม่น้ำกำปา
- บนเกาะกาลิมันตัน  มีแม่น้ำดาพัวส์ แม่น้ำมาริโต แม่น้ำมหกรรม และแม่น้ำงาจัง
- บนเกาะอิเรียนจายา  มีแม่น้ำเมมเปอราโม และแม่น้ำติกัล
- บนเกาะชวา  มีแม่น้ำเบนกาวันโซโล แม่น้ำซิตาวัม และแม่น้ำบราตัส
- ทะเลสาบที่สำคัญ ๆ ส่วนมากจะอยู่บริเวณกลางเกาะคือ
- บนเกาะสุมาตรา  มีทะเลสาบปโตมา ทะเลสาบมาบินิจอ  และทะเลสาบซิงการัก
- บนเกาะสุลาเวสี  มีทะเลสาบเทมบิ ทะเลสาบโทวูติ ทะเลสาบสิเดนเรว ทะเลสาบปูโซ ทะเลสาบลิมลิมโบโต และทะเลสาบตันตาโน
- บนเกาะอิเรียนจายา  มีทะเลสาบพิเนีย และทะเลสาบเซนตานี

สมุทรศาสตร์  ประเทศอินโดนีเซีย ประกอบด้วยหมู่เกาะต่าง ๆ มีมหาสมุทรล้อมรอบทั้งสามด้าน ระดับความลึกของน้ำทะเลจึงแตกต่างกันไป บริเวณที่น้ำตื้นส่วนใหญ่จะมีหินโสโครก และหินปะการัง เนื่องจากลาวาของภูเขาไฟ เกาะใหญ่น้อยของอินโดนีเซียมีลักษณะแยกกัน จึงก่อให้เกิดเส้นทางผ่านทะเลเป็นจำนวนมาก


ลักษณะภูมิอากาศ : มีอากาศร้อนชื้นแบบศูนย์สูตร ประกอบด้วย 2 ฤดู คือ ฤดูแล้ง (พฤษภาคม-ตุลาคม) และ ฤดูฝน(พฤศจิกายน-เมษายน)

ประวัติศาสตร์


อินโดนีเซียประกอบด้วยหมู่เกาะที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาช้านาน แต่ต่อมาต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของเนเธอร์แลนด์อยู่ประมาณ 301 ปี ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2485 ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2.1 ญี่ปุ่นบุกอินโดนีเซีย และทำการขับไล่เนเธอร์แลนด์เจ้าอาณานิคมของอินโดนีเซียออกไปได้สำเร็จ จึงทำให้ผู้นำอินโดนีเซียคนสำคัญในสมัยนั้นให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นแต่ไม่ได้ให้ความไว้วางใจกับญี่ปุ่นมากนัก เพราะมีเหตุเคลือบแคลงคือ เมื่อผู้รักชาติอินโดนีเซียจัดตั้งขบวนการต่างๆขึ้นมา ญี่ปุ่นจะขอเข้าร่วมควบคุมและดำเนินงานด้วย

เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามและประกาศยอมจำนนต่อฝ่ายพันธมิตร อินโดนีเซียได้ถือโอกาสประกาศเอกราชใน พ.ศ. 2488 แต่เนเธอร์แลนด์เจ้าของอาณานิคมเดิมไม่ยอมรับการประกาศเอกราชของอินโดนีเซีย จึงยกกองทัพเข้าปราบปราม ผลจากการสู้รบปรากฏว่าเนเธอร์แลนด์ไม่สามารถปราบปรามกองทัพอินโดนีเซียได้ จากนั้นอังกฤษซึ่งเป็นพันธมิตรกับเนเธอร์แลนด์จึงเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยเพื่อให้ยุติความขัดแย้งกัน โดยให้ทั้งสองฝ่ายลงนามในข้อตกลงลิงกัดยาติ (Linggadjati Agreement) เมื่อ พ.ศ. 2489 โดยเนเธอร์แลนด์ยอมรับอำนาจรัฐของรัฐบาลอินโดนีเซียในเกาะชวาและสุมาตรา ต่อมาภายหลังเนเธอร์แลนด์ได้ละเมิดข้อตกลงโดยได้นำทหารเข้าโจมตีอินโดนีเซียทำให้ประเทศอื่นๆ เช่น ออสเตรเลีย และอินเดียได้ยื่นเรื่องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเข้าจัดการ สหประชาชาติได้เข้าระงับข้อพิพาทโดยตั้งคณะกรรมการประกอบด้วย ออสเตรเลีย เบลเยียม และสหรัฐอเมริกา เพื่อทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยประนีประนอมและได้เรียกร้องให้หยุดยิง แต่เนเธอร์แลนด์ได้เข้าจับกุมผู้นำคนสำคัญของอินโดนีเซีย คือ ซูการ์โนและฮัตตาไปกักขัง ต่อมาทหารอินโดนีเซียสามารถช่วยเหลือนำตัวผู้นำทั้งสองออกมาได้ ในระยะนี้ทุกประเทศทั่วโลกต่างตำหนิการกระทำของเนเธอร์แลนด์อย่างยิ่งและคณะมนตรีความมั่นคงได้กดดันให้เนเธอร์แลนด์มอบเอกราชแก่อินโดนีเซีย

ในวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2492 อินโดนีเซียได้รับเอกราชแต่ความยุ่งยากยังคงมีอยู่เนื่องจากเนเธอร์แลนด์ไม่ยินยอมให้รวมดินแดนอิเรียนตะวันตกเข้ากับอินโดนีเซีย ทั้งสองฝ่ายจึงต่างเตรียมการจะสู้รบกันอีก ผลที่สุดเนเธอร์แลนด์ก็ยอมโอนอำนาจให้สหประชาชาติควบคุมดูแลอิเรียนตะวันตกและให้ชาวอิเรียนตะวันตกแสดงประชามติว่าจะรวมกับอินโดนีเซียหรือไม่ ผลการออกเสียงประชามติปรากฏว่าชาวอิเรียนตะวันตกส่วนใหญ่ต้องการรวมกับอินโดนีเซีย สหประชาชาติจึงโอนอิเรียนตะวันตกให้อยู่ในความปกครองของอินโดนีเซียเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2506

ปัจจุบัน อินโดนีเซีย (อินโดนีเซีย: Indonesia) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (อินโดนีเซีย: Republik Indonesia) เป็นหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ระหว่างคาบสมุทรอินโดจีนและทวีปออสเตรเลีย และระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก มีพรมแดนติดกับประเทศมาเลเซียบนเกาะบอร์เนียว (อินโดนีเซีย: Kalimantan) , ประเทศปาปัวนิวกินีบนเกาะนิวกินี (อินโดนีเซีย: Irian) และ ประเทศติมอร์ตะวันออกบนเกาะติมอร์ (อินโดนีเซีย: Timor)